วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

*****"พระองคุลิมาล"บรรลุพระอรหันต์*****

พระองคุลิมาลบรรลุพระอรหันต์
ในกาลครั้งนั้น....ท่านพระองคุลิมาลออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ ไม่นานนักก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ที่กุลบุตรทั้งหลายที่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งในปัจจุบัน แล้วเข้าถึงอยู่ได้รู้ชัดว่า...
ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก.
ก็ท่านพระองคุลิมาลได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
สมัยนั้น...ในเวลาเช้าท่านพระองคุลิมาลได้เข้าไปบิณฑบาตรในพระนครสาวัตถี ก็เวลานั้น ก้อนดิน ท่อนไม้ ก้อนกรวด ที่บุคคลขว้างไปแม้โดยทางอื่น ก็มาตกลงที่กายของท่านพระองคุลิมาล ท่านพระองคุลิมาลศรีษะแตก โลหิตไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาติก็ฉีกขาด เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตร เห็นท่านพระองคุลิมาลเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ตรัสกับท่านพระองคุลิมาลว่า...
เธอจงอดกลั้นไว้เถิด...เธอจงอดกลั้นไว้เถิด... เธอได้เสวยผลกรรม ซึ่งเป็นเหตุจะให้เธอพึงหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดปีเป็นอันมาก ตลอดร้อยปีเป็นอันมาก ตลอดพันปีเป็นอันมาก ก็แต่ในปัจจุบันนี้เท่านั้น...
ครั้งนั้น...ท่านพระองคุลิมาลไปในที่เร้นลับอยู่เสวยวิมุตติสุข ได้เปล่งอุทานในเวลานั้นว่า...
ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง
ดังพระจันทร์ ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น
ผู้ใด ทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล
ผู้นั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น
ภิกษุใดแลยังเป็นหนุ่ม ย่อมขวนขวายในพระพุทธศาสนา
ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น
ขอศัตรูทั้งหลายของเราจงฟังธรรมกถาเถิด
ขอศัตรูของเราจงขวนขวายในพระพุทธศาสนาเถิด
ขอมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นศัตรูของเรา
จงคบสัตบุรุษผู้ชวนให้ถือธรรมเถิด
ขอจงคบความผ่องแผ้วคือขันติ ความสรรเสริญคือเมตตาเถิด
ขอจงฟังธรรมตามกาล และจงกระทำตามธรรมนั้นเถิด
ผู้ที่เป็นศัตรูนั้น ไม่พึงเบียดเบียนเรา หรือใครๆอื่นนั้นเลย
ผู้ถึงความสงบอย่างยิ่งแล้ว พึงรักษาไว้ซึ่งสัตว์ที่สะดุ้งและที่มั่นคง
คนทดน้ำย่อมชักน้ำไปได้ ช่างศรย่อมดัดลูกศรได้
ช่างถากย่อมถากไม้ได้ ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายย่อมทรมานตนได้ ฉันนั้น.
ในธรรมบทกล่าวว่า ครั้นพระองคุลิมาลเปล่งอุทานแล้ว ก็ปรินิพพานด้วย"อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ"ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า...
ผู้มีอายุ พระเถระบังเกิดแล้วที่ใหนหนอแล? เมื่อพระศาสดาเสด็จมา จึงพากันกราบทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า...
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราปรินิพพานแล้ว เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ท่านพระองคุลิมาลเถระฆ่ามนุษย์มีปริมาณมากมายเช่นนั้น ปรินิพพานแล้วหรือ พระเจ้าข้า..พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า"อย่างนั้น"
ภิกษุทั้งหลาย เพราะองคุลิมาลไม่ได้"กัลยาณมิตร"สักคนหนึ่ง จึงทำบาปมีปริมาณเท่านี้ในกาลก่อน แต่ภายหลัง"เธอได้กัลยาณมิตรเป็นปัจจัย" จึงได้เป็นผู้ไม่ประมาท บาปกรรมนั้นอันบุตรของเราละได้แล้วด้วยกุศล...ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า...
บุคคลใด ละบาปกรรมที่ตนทำไว้แล้วด้วยกุศล
บุคคลนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง
เหมือนดวงจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น.
Read more »

"กัมมุนา วัตตติ โลโก"

"กัมมุนา วัตตติ โลโก"
สัตว์โลกทั้งหลายต้องเป็นไปตามกรรม
อุทฺเทส  กมฺมปจฺจโย   เพราะมีเจตนาตั้งใจเป็นปัจจัย
กัมมปัจจัย  หมายถึงการกระทำของจิตใจที่เป็นเหตุให้เกิดผล หรือให้สำเร็จกิจในหน้าที่ของตนเรียกว่า "กรรม"
ดังพุทธภาษิตกล่าวไว้ในอังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาตว่า...
"เจตนาหํ  ภิกฺขเว  กมฺมํ  เจตยิตฺวา  กมฺมํ  กาเยน  วาจาย  มนสา"
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาคือตัวกรรม สัตว์ทั้งหลายที่ทำกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจก็ดี ย่อมมีการปรุงแต่ง คือคิดนึกก่อนแล้วจึงทำ
ดังจะเห็นได้ว่าการกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ จะเป็นกุศล หรืออกุศลก็ตาม ต้องอาศัยเจตนาเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้าในการกระทำนั้นๆ ฉะนั้น เจตนาจึงเป็นตัวกรรม หรือเป็นหัวหน้าของสังขารขันธ์ทั้งหลาย
กัมมปัจจัยที่กล่าวว่า เป็นปัจจัยให้เกิดผล ก็เพราะทำหน้าที่เพาะพืชพันธุ์ให้เกิดผลในอนาคต เรียกว่า พีชนิธานกิจ คือ ทำกิจสั่งสมพืชเชื้อเพื่อให้งอกต่อไปในอนาคต เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย
พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ถือการกระทำเป็นใหญ่ เป็นกรรมนิยม ซึ่งผิดกับศาสนาอื่นที่ถือเทวนิยม เป็นต้น เพราะเข้าใจว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยการบันดาลของเทพเจ้า
แต่ส่วนของพระพุทธศาสนาถือว่า สัตว์ทั้งหลายจะดีหรือชั่วย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผู้อื่น หรือขึ้นอยู่กับวงศ์ตระกูล เพราะการทำดีทำชั่วต้องทำด้วยตนเอง ไม่ใช่มีผู้อื่นมาทำให้ได้ เหตุนี้สัตว์ทั้งหลายจึงมีกรรมเป็นของตน เรียกว่า...
กมฺมสฺสโกมฺหิ  เมื่อทำกรรมไว้อย่างไร ก็ต้องรับผลของกรรมนั้นตามที่ทำไว้
กมฺมทายาโท  คือเป็นทายาทของกรรมที่ทำแล้ว จึงจำแนกสัตว์ให้ไปเกิดในที่ต่างๆกัน
กมฺมโยนิ  คือมีกรรมเป็นกำเนิด และกรรมที่ทำแล้วยังจะติดตามไปทุกหนทุกแห่ง จะไม่สูญหายไปใหน
กมฺมพนฺธู  คือมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ แม้พ่อ-แม่ญาติพี่น้อง ก็ไม่ชื่อว่าเป็นเผ่าพันธุ์วงศ์ญาติที่แท้จริง คือชาตินี้เป็นญาติกัน แต่พอตายแล้วก็แยกย้ายกันไป แต่ส่วนกรรมที่ทำแล้วย่อมจะติดตามตนไปทุกภพทุกชาติ จนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพาน.
ถ้าทำกรรมดีก็เหมือนมีวงศ์ญาติที่ดี ญาติดีก็จะอุปถัมภ์ค้ำชูให้มีความสุข ความเจริญ แต่ถ้าทำกรรมชั่ว ก็เหมือนมีวงศ์ญาติที่ชั่ว ญาติชั่วก็จะติดตามล้างผลาญให้เป็นทุกข์เดือดร้อนเรื่อยไป กรรมจึงเป็นที่พึ่งอาศัยของสัตว์โลก
กมฺมปฏิสรโณ  เพราะเมื่อกรรมชั่วให้ผลอยู่ แม้ญาติพ่อ-แม่พี่น้องตลอดจนผู้มีอำนาจราชศักดิ์ ก็ไม่อาจช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้ แต่ถ้ากรรมดีให้ผลอยู่ แม้ใครจะคิดร้ายทำลาย ชีวิตก็ไม่อาจถูกทำลายได้เลย.
อีกนัยหนึ่ง  ท่านเปรียบกรรมคือการทำกุศล อกุศล ส่วนผลคือวิบาก เปรียบเหมือนเงา เมื่อมีคนที่ใหนก็ต้องมีเงาที่นั่น คือมีกรรมก็ต้องมีวิบากรับผล.

Read more »

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การป้องกันอาการปวดตาจากการใช้คอมพิวเตอร์

- อาการปวดตา เป็นอาการที่เป็นกันบ่อยมาก ในคนที่ใช้สายตา มองจอมอนิเตอร์ ถ้างานของคุณทำให้คุณต้องจ้องมองจอแสดงผล เหล่านี้ เป็นประจำ ต้องระลึกไว้เสมอว่า ต้องมีการพักสายตาบ่อยๆ เพราะการจ้องมองอะไรที่อยู่ใกล้ๆ เป็นเวลานานๆ เป็นการใช้ กล้ามเนื้อตาอย่างหนัก ทั้งกล้ามเนื้อ ภายในลูกตา ที่ทำหน้าที่ โฟกัสภาพ และกล้ามเนื้อภายนอก ที่ทำหน้าที่ดึงตา เข้าหากัน เพื่อการมองใกล้ให้ดี

อาการปวดตาที่ว่านี้ ไม่จำกัดแต่ว่าปวดตาอย่างเดียว นับรวมถึง อาการปวดหัวคิ้ว ปวดขมับ ปวดบีบๆ รอบศีรษะ ปวดหนักๆ ในเบ้าตา บางครั้งลามไปถึง ปวดต้นคอ ปวดหลังเรื้อรัง ทำให้ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ เป็นประจำเกิดความกังวล สิ้นเปลือง เงินทอง และเวลาไปตรวจรักษาแล้วหลายที่ กับแพทย์หลายท่าน แล้วก็ได้รับคำตอบเหมือนๆ กันว่า ให้พักสายตา หรืออย่าเครียด และได้รับยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อมารับประทาน พอหมดฤทธิ์ยา ก็ปวดอีก ตัวคุณเองสามารถป้องกัน มิให้เกิดอาการ ได้ง่ายดาย โดยไม่ต้องพึ่ง ยาแก้ปวด หรือยาคลายกล้ามเนื้อ อันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แค่คุณเข้าใจสาเหตุ และใส่ใจ กับตัวเองเท่านั้น

การพักสายตาบ่อยๆ จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความผิดพลาด และลดอาการปวด เมื่อยตาลงได้ การพักสายตานี้ ทำได้โดยละสายตาจากหน้าจอ ไปมองไกลๆหรือหลับตาลง ทุก 15-20 นาที เคล็ด (ไม่) ลับอยู่ที่ คุณจะต้องพักสายตา ก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวดตา จะทำให้คุณ หลีกเลี่ยงอาการปวดได้ และควรมีการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคตาจริงๆ


- เพื่อลด และป้องกันอาการปวดตา จากการใช้คอมพิวเตอร์ การจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญมาก ควรสำรวจดูว่า มีแหล่งกำเนิดแสง ที่เป็นที่มาของแสงสะท้อนที่จอ (glare) หรือไม่ เช่น ถ้าด้านตรงข้ามกับจอ มีหน้าต่างที่มีแสงส่องเข้ามา หรือมีแสงสว่างจากหลอดไฟ บริเวณใกล้เคียง แสงจ้าที่สะท้อนอยู่บนจอมอนิเตอร์ ทำให้คุณต้องเพ่งมองหนักขึ้น เพื่อให้มองข้อมูลบนจอให้ชัด และทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้า พลอยเกร็งไปด้วย ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตา เมื่อยล้า จนไม่สามารถทำงานต่อได้ ควรจัดทิศทางของจอให้แสงไม่มาสะท้อนได้ หรือปิดม่านขณะใช้คอมพิวเตอร์ หรืออาจใช้จอ anti-glare เพื่อลดอาการปวดตา และสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปก็คือ แสงสว่างภายในห้องทำงาน แสงที่สว่างจ้าเกินไป หรือมืดเกินไป ก็ทำให้เมื่อยล้าตา เพราะต้องใช้การเพ่งมากเกินไปเช่นกัน


- เวลาที่คุณนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ ระยะที่คุณนั่งห่างจากจอ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่ออาการปวดตา ระยะที่เหมาะสม ขึ้นกับปัจจัย หลายอย่าง เช่น สายตาของคุณ ท่าทางการทำงาน การออกแบบที่ทำงาน ขนาดจอมอนิเตอร์ ยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งดี เพราะคุณสามารถตั้งจอ ให้ห่างตา

เพื่อลดอาการเมื่อยตา จากการใช้แรงกล้ามเนื้อตา ช่วยเพื่อโฟกัสมองใกล้มากๆเป็นระยะเวลานานได้ เพราะยิ่งมองใกล้มาก กล้ามเนื้อตาก็ยิ่งทำงานหนักมากขึ้น การมองไกลจึงจะเป็นการพักผ่อนตา มุมมองเวลาทำงานก็สำคัญ หากคุณต้องก้มๆ เงยๆ เวลาพิมพ์งาน เช่น ก้มมองเอกสารต้นฉบับ สลับกับการเงยมองจอคอมพิวเตอร์ จะทำให้ปวดศีรษะ และต้นคอได้ ทางที่ดี ขอบบนของจอคอมพิวเตอร์ ไม่ควรอยู่สูงเกินกว่าระดับสายตา ควรจะพอดีกับระดับสายตา หรือต่ำกว่าไม่เกิน 10-20 องศา และหากมีเอกสารต้นฉบับ ควรมีแท่นตั้งให้เอกสาร อยู่ในแนวตั้งระดับเดียวกับ จอคอมพิวเตอร์
Read more »

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

USB Cable

เหตุเกิดจาก สายชาร์จโทรศัพท์มีปัญหา จะหาซื้อใหม่ก็ขี้เกียจ พอดีมีสายเก่าๆ ของรุ่นอื่นที่เสียไปแล้ว เก็บไว้เยอะมาก เลยลองไปเอาสาย USB มาแปลงหัวเข้ากับขั้วต่อโทรศัทพ์แล้วต่อกับคอมดู ปรากฎว่า ใช้ชาร์จได้ ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ เลยเอา diagram ของ USB มาฝากครับ เพื่อได้ใช้กัน
ลืมบอกไป ไฟที่ได้จาก usb คือ 5 VDC เผื่อเอาไปแปลงใช้กับอย่างอื่นครับ




Pin No.
Signal
Cable Color
1
+ VCC
Red
2
Data -
White
3
Data +
Green
4
GND
Black
Read more »

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดัชนีมวลกาย

ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากคือ ความอ้วนและการขาดการออกกำลังกาย ดัชนีมวลกายจะเป็นตัวบอกว่าเราน้ำหนักเกินหรือไม่

โดยทั่วไปคนเอเซียและคนไทย ควรมีดัชนีมวลกายไม่เกิน 23.0 ยกเว้นกลุ่มที่มีน้ำหนักตัวมากจากการที่มีมวลกล้ามเนื้อมาก ซึ่งหากเกินจากนี้จะต้องควบคุมน้ำหนัก

ตารางข้างล่างจะแสดงส่วนสูง(ซม.), น้ำหนัก(กก.) และแสดงค่าดัชนีมวลกาย body mass index[ BMI] ซึ่งคำนวณได้จากสูตร น้ำหนัก/(ส่วนสูงเป็น ม.)²

เช่น  สูง 170 เซนติเมตร
       น้ำหนัก 70 กิโลกรัม
ดัชนีมวลกายจะเท่ากับ 70/1.7 ยกกำลังสอง = 24.22 กิโลกรัม/เมตร

การแปลผลดัชนีมวลกาย
ดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5
คุณมีน้ำหนักน้อยเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดจากนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาก และได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ วิธีแก้ไขต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และมีปริมาณพลังงานเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

ดัชนีมวลกายระหว่าง 18.5-22.9
คุณมีน้ำหนักปกติและมีปริมาณไขมันอยู่ในเกณฑ์ปกติ มักจะไม่ค่อยมีโรคร้าย อุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงต่ำกว่าผู้ที่อ้วนกว่านี้

ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23-24.9
คุณเริ่มจะมีน้ำหนักเกิน หากคุณมีกรรมพันธ์เป็นโรคเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูงต้องพยายามลดน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23

ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 25-29.9
คุณจัดว่าเป็นคนอ้วนระดับ1 และหากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่า 90 ซม.(ชาย) 80 ซม.(หญิง) คุณจะมีโอกาศเกิดโรคความดัน เบาหวานสูง จำเป็นต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย

ดัชนีมวลกายมากกว่า 30
คุณจัดว่าอ้วนระดับ2 คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่มากับความอ้วน หากคุณมีเส้นรอบเอวมากกว่าเกณฑ์ปกติคุณจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูง คุณต้องควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างจริงจัง


สำหรับท่านที่ไม่เป็นเบาหวานหรือไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานท่านอาจจะให้น้ำหนักของท่านอยู่ที่ดัชนีมวลกายไม่เกิน 25 กก/ตารางเมตร แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงท่านควบคุมน้ำหนักไม่เกินดัชนีมวลกายไม่เกิน 23 กก/ตารางเมตร



ตารางในการหาค่าดัชนีมวลกาย [BMI] สำหรับผู้ที่มีส่วนสูง 140-180 ซม
ดัชนีมวลกาย
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
29.5
ส่วนสูง (ซม.)    น้ำหนัก      
140
39.20
41.16
43.12
45.08
47.04
49.00
50.96
52.92
54.88
56.84
57.82
141
39.76
41.75
43.74
45.73
47.71
49.70
51.69
53.68
55.67
57.65
58.65
142
40.33
42.34
44.36
46.38
48.39
50.41
52.43
54.44
56.46
58.48
59.48
143
40.90
42.94
44.99
47.03
49.08
51.12
53.17
55.21
57.26
59.30
60.32
144
41.47
43.55
45.62
47.69
49.77
51.84
53.91
55.99
58.06
60.13
61.17
145
42.05
44.15
46.26
48.36
50.46
52.56
54.67
56.77
58.87
60.97
62.02
146
42.63
44.76
46.90
49.03
51.16
53.29
55.42
57.55
59.68
61.82
62.88
147
43.22
45.38
47.54
49.70
51.86
54.02
56.18
58.34
60.51
62.67
63.75
148
43.81
46.00
48.19
50.38
52.57
54.76
56.95
59.14
61.33
63.52
64.62
149
44.40
46.62
48.84
51.06
 53.28
55.50
57.72
59.94
62.16
64.38
65.49
 150
45.00
47.25
49.50
51.75
54.00
56.25
58.50
60.75
63.00
65.25
66.38
 151
45.60
47.88
50.16
52.44
54.74
57.00
59.28
61.56
63.84
66.12
67.26
 152
46.21
48.52
50.83
53.14
55.45
57.76
60.07
62.38
64.69
67.00
68.16
 153
46.82
49.16
51.50
53.84
56.18
58.52
60.86
63.20
65.55
67.89
69.06
 154
47.43
49.80
52.18
54.55
56.92
59.29
61.66
64.03
66.40
68.78
69.96
155
48.05
50.45
52.86
55.26
57.66
60.06
62.47
64.87
67.27
69.67
70.87
156
48.67
51.11
53.54
55.97
58.41
60.84
63.27
65.71
68.14
70.57
71.79
157
49.30
51.76
54.23
56.69
59.16
61.62
64.09
66.55
69.02
71.48
72.71
158
49.93
52.42
54.92
57.42
59.90
62.41
64.91
67.40
69.90
72.40
73.64
159
50.56
53.09
55.62
58.15
60.07
63.20
65.73
68.26
70.79
73.31
74.58
160
51.20
53.76
56.32
58.88
61.44
64.00
66.56
69.12
71.68
74.24
75.52
161
51.84
54.43
57.03
59.62
62.21
64.80
67.39
69.99
72.58.
75.17
76.47
162
52.49
55.11
57.74
60.36
62.99
65.61
68.23
70.86
73.48
76.11
77.42
163
53.14
55.79
58.45
61.11
63.77
66.42
69.08
71.74
74.39
77.05
78.38
164
53.79
56.48
59.17
61.86
64.55
67.24
69.93
72.62
75.31
78.00
79.34
165
54.45
57.17
59.90
62.62
65.34
68.06
70.79
73.51
76.23
78.95
80.31
166
55.11
57.87
60.62
63.38
66.13
68.89
71.65
74.40
77.16
79.91
81.29
167
55.78
58.57
61.36
64.14
66.93
69.72
72.51
75.30
78.09
80.88
82.27
168
56.45
59.27
62.09
64.92
67.74
70.56
73.38
76.20
79.03
81.85
83.26
169
57.12
59.98
62.83
65.69
68.55
71.40
74.26
77.11
79.97
82.83
84.25
170
57.80
60.69
63.58
66.47
69.36
72.25
75.14
78.03
80.92
83.81
85.26
171
58.48
61.41
64.33
67.25
70.18
73.10
76.03
78.95
81.87
84.80
86.26
172
59.17
62.13
65.08
68.04
71.00
73.96
76.92
79.88
82.84
85.79
87.27
173
59.86
62.85
65.84
68.84
71.83
74.82
77.82
80.81
83.80
86.79
88.29
174
60.55
63.58
66.61
69.63
72.66
75.69
78.72
81.57
84.77
87.80
89.31
175
61.25
64031
67.38
70.44
73.50
76.56
79.63
82.69
85.75
88.81
90.34
176
61.95
65.05
68.15
71.24
74.34
77.44
80.54
83.64
86.73
89.83
91.38
177
62.66
65.79
68.92
72.06
75.19
78.32
81.46
84.59
87.72
90.85
92.42
178
63.37
66.54
69.70
72.87
76.04
79.21
82.38
85.55
88.72
91.88
93.47
179
64.08
67.29
70.49
73.69
76.90
80.10
83.31
86.51
89.71
92.92
94.52
180
64.80
68.04
71.28
74.52
77.76
81.00
84.24
87.48
90.72
93.96
95.58

อัตราส่วนเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบวงสะโพก
โดยการวัดเส้นรอบวงระดับสะดือ และเส้นรอบวงสะโพกส่วนที่นูนที่สุดของสะโพก เกณฑ์การตัดสินว่าอ้วนลงพุงหรือไม่ดังนี้

ในชาย อัตราส่วนมากกว่า 1.0 หรือเส้นรอบวงเอวมากว่า 40 นิ้วจัดว่าอ้วนลงพุง มีไขมันในช่องท้องและร่างกายมากมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ
ในหญิง อัตราส่วนมากกว่า 0.8 หรือเส้นรอบวงเอวมากว่า 35 นิ้วจัดว่าอ้วนลงพุง มีไขมันในช่องท้องและร่างกายมากมีโอกาสเกิดโรคหัวใจ
Read more »

 
Cheap Web Hosting | Top Web Hosts | Great HTML Templates from easytemplates.com.